
โดย ทวี มีเงิน
มีปรากฏการณ์ในสังคมอยู่ 2 กรณีที่ดูคล้ายๆ กันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน นั่นคือ กรณีที่เจ้าหน้าที่ไล่จับแม่ค้ารายย่อยขายลอตเตอรี่เกินราคา
กับกรณีเจ้าหน้าที่ไล่โค่นต้นยางของชาวบ้านที่รุกป่าสงวน หากจัดการไม่ดีจะเป็นระเบิดเวลาที่จะระเบิดใส่มือรัฐบาลโดยไม่รู้ตัว
การแก้ปัญหาขายลอตเตอรี่แพงโดย ให้เจ้าหน้าที่วิ่งไล่จับแม่ค้า อาจจะได้ผลในระยะแรกๆ แต่ไม่นานทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่สภาวะเดิม เหมือนจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ รถตู้บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ กระทั่งการจัดระเบียบร้านอาหารริมชายหาด ในที่สุดก็เป็นไฟไหม้ฟาง
ที่สำคัญ "ต้นตอ" ที่ทำให้ลอตเตอรี่ราคาแพง เป็นเพราะ 3 เสือกองสลาก และพวกเสือนอนกิน ที่ได้โควตาแล้วเอามาขายกินหัวคิว หากพวกนี้ยังมีอภิสิทธิ์อยู่ปัญหาก็แก้ไม่ได้
หากจะให้ได้ผลจริงๆ ต้อง "ยกเลิกระบบโควตา" และต้อง "พิมพ์สลากเพิ่ม" ให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด และผู้ขายรายย่อยได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่าใช้หลัก "ดีมานด์ ซัพพลาย" แก้ปัญหา แต่ที่ผ่านมาทำแค่ขาเดียวคือเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ให้รายย่อยเท่านั้น
การมานั่งไล่จับรายย่อยอย่างทุกวันนี้เสียทั้งเวลาและงบประมาณเปล่าๆ ปลี้ๆ
เช่นเดียวกับการที่เจ้าหน้าที่ระดมพล "ไล่โค่นต้นยาง" ชาวบ้านที่บุกรุกป่าสงวน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นของนายทุนท้องถิ่น วิธีนี้ด้านหนึ่งภาพลักษณ์ของรัฐบาลอาจจะดูดีเพราะเป็นการทวงคืนผืนป่ากลับมา
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคำถาม แล้วบรรดานายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่าแปลงใหญ่ๆ ไม่ว่า เขาใหญ่ วังน้ำเขียว ภูเก็ต เขาสอยดาว สร้างรีสอร์ต โรงแรม สนามกอล์ฟ คืบหน้าไปถึงไหน
แต่ถ้าจะบอกว่า การไล่โค่นต้นยางเที่ยวนี้ยิงนัดเดียวได้นก 2 ตัว เพราะได้ป่าคืนมา และทำให้ราคายางดีดตัวสูงขึ้นเพราะผลผลิตน้อยลง แต่สิ่งที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป ชาวบ้านที่ลงทุนไปแล้วต้องหมดเนื้อหมดตัว รัฐบาลต้องเสียงบประมาณปลูกป่าขึ้นมาใหม่
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การใช้อำนาจ กฎระเบียบ ข้อบังคับมาไล่จับหวยแพงและโค่นต้นยางของชาวบ้าน ย่อมไม่ได้ผลเพราะปัญหาดังกล่าวซับซ้อนเกินไปที่จะใช้วิธีง่ายๆ อย่างนี้
source: khaosod.co.th